ครูสอนภาษาจําเปนตองพัฒนาตนเองตลอดเวลาเพื่อใหมีความรูที่เปนปจจุบัน และสามารถนําความรูมาประยุกตใชในการเรียนการสอนใหมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ความรูเกี่ยวกับศาสตรการเรียนการสอนภาษาเปลี่ยนไปแตละยุคสมัย แตละชวงเวลาองคความรูแตละยุคสมัยมีสวนชวยใหครูสอนภาษาเขาใจธรรมชาติการเรียนรูภาษา เนื้อหาที่จะนํามาสอน วิธีการเรียนการสอน และวิธีการวัด และประเมินผลในสมัยแรก ๆ การเรียนการสอนภาษาจะอิงอยูกับผลการวิเคราะหภาษาของนักภาษาศาสตรกลุมตางๆ เชน นัภาษาศาสตรกลุมวิเคราะหโครงสราง (structuralists) กลุมไวยากรณปริวรรต (transformationalists) และกลุมภาษาศาสตรสังคม (sociolinguists) ตอมานักภาษาศาสตรกลุมไวยากรณปริวรรตนําโดย Chomsky ไมเห็นดวยกับวิธีการของกลุมวิเคราะหโครงสราง เพราะมีความเห็นวาความหมายสําคัญกวารูปแบบ และองคประกอบของภาษาการเรียนภาษาโดยวิธีทองจํามีสวนชวยในการเรียนภาษานอยมาก ในทางจิตวิทยานักจิตวิทยาก็ไมเชื่อวาการทองจํามีความสําคัญในการเรียนรูและเชื่อวามนุษยมีความสามารถในดานความคิด แนวความคิดนี้มีผลตอการเรียนการสอน ภาษาจึงเปลี่ยนวิธีการจากการเน้นรูปแบบมาเน้นความหมาย และความเข้้าใจเปนแบบ “Cognitive Approach” และใหความสําคัญกับการอาน และการเขียนในระยะหลังนักภาษาศาสตรกลุมไวยากรณปริวรรตโดนนักภาษาศาสตรสังคม เชน Hymes และ Halliday วิจารณเพราะวิธีการวิเคราะหภาษาของ Chomsky ไมสามารถอธิบายการใชภาษาในสถานการณตาง ๆ ไดนอกจากนี้การวิเคราะหก็ไมคลุมถึงความสัมพันธระหวางภาษากับองคประกอบอื่นนอกเหนือจากภาษา นักภาษาศาสตรกลุมสังคมใหความสําคัญกับสถานะทางสังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดลอมของผูเรียน อิทธิพลที่มีตอการเรียนการสอนภาษาคือ ทําใหเกิดการสอนภาษาแบบเนนสถานการณหรือ “Situational Approach” ตอมานักภาษาศาสตรกลุมภาษาปฏิบัติ (pragmaticists) เชน Spolsky และ Oller มองภาษาวาผูเรียนภาษาควรใชภาษาเปนเครื่องมือเพื่อการสื่อความคิด และความรูสึก โดย Oller (1978) กลาววา “Pragmatics is about how people communicate information about facts and feelings to other people through the use of language.”
ในประเทศไทยสภาพแวดลอมการสอนภาษาตางจากการสอนภาษาเปนภาษาที่สอง ครูสอนภาษาจึงตองพยายามหาขอมูลทางภาษาใหผูเรียนไดสัมผัสและไดใชมากที่สุด ทั้งยังตองจูงใจผูเรียนอีกดวย ในระดับอุดมศึกษาวิธีการที่อาจจะชวยใหผูเรียนเห็นความสําคัญของภาษาและเรียนภาษาอยางมีวัตถุประสงคที่แนชัด คือการสอนภาษาเฉพาะสาขาวิชา (English for Specific / Special Purposes หรือ ESP) Mackay และ Mountford (1978) เสนอวาภาษาอังกฤษเฉพาะสาขาวิชา ไดแก
1. ภาษาอังกฤษที่ใชในงานอาชีพ เชน ภาษาอังกฤษสําหรับพนักงานรับโทรศัพท ภาษาอังกฤษสําหรับนักบิน เปนตน
2. ภาษาอังกฤษสําหรับพนักงานปฏิบัติการ เชน ภาษาอังกฤษสําหรับเสมียนโรงแรม ภาษาอังกฤษสําหรับชางเครื่อง เปนตน
3. ภาษาอังกฤษในวงการวิชาการ เชน ภาษาอังกฤษสําหรับแพทยภาษาอังกฤษสําหรับวิศวกร เปนตน
Strevens (1977) แบงภาษาอังกฤษเฉพาะสาขาวิชาเปน 2 ประเภท คือ
1. ภาษาอังกฤษเพื่องานอาชีพ
2. ภาษาอังกฤษเพื่อการศึกษา
ในการสํารวจวัตถุประสงคการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในประเทศไทย กาญจนา ปราบพาล ภัสสรสิงคาลวณิช และอรอนงค หิรัญบูรณะ (2528) เสนอวัตถุประสงคการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเปน 3 ประเภท คือ
1. ภาษาอังกฤษที่ใชในชีวิตประจําวัน
2. ภาษาอังกฤษที่ใชในการศึกษา
3. ภาษาอังกฤษที่ใชในงานอาชีพ
การใชภาษาเพื่อสื่อความหมายไดในแตละประเภท ผูใชภาษาจําเปนตองมีความรูเกี่ยวกับเนื้อหาภาษา ทักษะทั่วไปในการใชภาษา เนื้อหาของภาษาอังกฤษเฉพาะสาขาวิชา กลวิธีในการสื่อสารและทักษะการใชภาษาเฉพาะดาน ลักษณะของขอมูลทางภาษาตองสอดคลองกับวัตถุประสงคในการสื่อสารเฉพาะดาน ดังที่ Widdowson กลาววา Learning Purpose และ Language Use ตองสัมพันธกัน และการใชภาษาไดผูใชภาษาตองมีความรู้เรื่องภาษา สวนวิธีการที่จะชวยผูเรียนใหถึงจุดหมายไดมีรูปแบบหลากหลายในยุคโลกาภิวัตนและยุคขอมูลขาวสาร ผูเรียนมีโอกาสไดสัมผัสกับขอมูลทางภาษาแบบหลากหลายเปนลักษณะของภาษาที่ใชจริงในการสื่อสาร ครูสอนภาษาจึงมีโอกาสดีที่จะนําขอมูลเหลานี้มาใชใหเกิดประโยชนกับผูเรียน เชน จัดกิจกรรมเสริมบทเรียนโดยใชขอมูลทาง Internet ใชคอมพิวเตอรชวยในการให feedback ที่ไมจํากัดเวลาและสถานที่ ครูสอนภาษาในปจจุบันจึงตองปรับเปลี่ยนบทบาทจากเดิมที่ถายทอดความรูเนื้อหาทางภาษาอยางเดียวเปนผูจัดกิจกรรมโดยนําขอมูลทางภาษาชวยใหผูเรียนเกิดการเรียนรูเปลี่ยนจากการเนนที่ครูมาเนนที่ผูเรียนวาจะชวยใหผูเรียนสามารถใชภาษาใหเปนประโยชนในการแสวงหาความรูดวยตนเองไดอยางไร ดังที่ไดเสนอในตอนตนวา ศาสตรของการสอนภาษามีการพัฒนาตลอดเวลา ครูสอนภาษาจะยึดถืออยูที่แนวคิดใดแนวคิดหนึ่งไมได ครูสอนภาษาจําเปนตองติดตามความรูในศาสตรที่เปนปจจุบันสามารถนําความรูมาประยุกตใหเกิดประโยชนกับผูเรียนและในขณะเดียวกันตองติดตามความกาวหนาของโลกและพัฒนาตนเองตลอดเวลา ครูสอนภาษาจึงจะสามารถทําหนาที่ไดอยางเหมาะสมในยุคโลกาภิวัตนวิธีการเรียนการสอนแบบเรียนรูดวยตนเองที่จะชวยฝกผูเรียนในระดับอุดมศึกษาใหผสมผสานความรูภาษาอังกฤษและความรูดานเนื้อหาคือ การเรียนการสอนโดยใช Internet ทั้งนี้เพราะวาขอมูลภาษาที่ผูเรียนสามารถสัมผัสไดมีทั้งขอมูลที่ใชในชีวิตประจําวันเพื่อคนควาหาความรูและใชในการประกอบอาชีพ สําหรับลักษณะของภาษาที่ใชในชีวิตประจําวันที่ครูสอนภาษาสามารถจัดกิจกรรมใหผูเรียนฝกฝนดวยตนเองได เชน การหาขอมูลจาก Web Sites ตาง ๆ เชน Yahoo, CNN, ESL Caf e เปนตน สําหรับภาษาอังกฤษเพื่อการศึกษา ครูอาจใหผูเรียนสืบคนขอมูลจาก ERIC และ electronic journal หรือแมแตการศึกษาแบบทางไกล (Distance Education) หรือรับทราบความกาวหนาในการเรียนการสอนแบบ neteach เปนตน สําหรับขอมูลทางภาษาในการประกอบอาชีพจะมีแยกไปตามสาขาวิชา เชน ภาษาอังกฤษสําหรับวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ภาษาอังกฤษสําหรับแพทย และภาษาอังกฤษสําหรับธุรกิจ เปนตน (รายละเอียดสําหรับ Web Sites ตาง ๆ ที่ครูสอนภาษาสนใจสามารถอานไดจาก The Internet Guide for English Language Teachers Web Sites โดย Dave Sperling, 1997) ขอมูลทางภาษาเหลานี้คงเปนเพียง “input” ถาใชนิยามของ Krashen (1982) ครูสอนภาษามีหนาที่จะชวยแปลง “input” เหลานี้เปน “intake” คือ ผูเรียนสามารถ ซึมซับ เขาใจ และใชไดทั้งนี้ขึ้นอยูกับวิธีการและกระบวนการในการจัดกิจกรรมซึ่งเปนหนาที่ของครูสอนภาษาโดยเฉพาะ Goodwyn, Clarke และ Adams (1997) เสนอวา ครูสอนภาษาในอนาคตจะใชคอมพิวเตอรในหลักสูตรการเรียนการสอนภาษา เพราะจะชวยพัฒนาทักษะการอานและการเขียน และความสามารถในการสื่อสารกับประชาคมโลกจะเห็นไดวาถาครูสอนภาษาไมติดตามความรูตลอดเวลา เราอาจจะมองวิธีการเรียนการสอนภาษาตามยุคสมัยที่เราไดเรียนมา ซึ่งเปนความรูบางสวนขององคความรู ทั้งหมด และเปนองคความรูที่อาจไมเปนจริงในปจจุบัน ครูสอนภาษาจึงตองพัฒนาตนเองตลอดเวลาโดยเฉพาะในยุคโลกาภิวัตนที่ครูตองเตรียมเยาวชนของเราใหทัดเทียมและสามารถแขงขันกับเยาวชนของชาติอื่นได้
ก็ดีอะนะ....เยี่ยม
ตอบลบมาแล้วนะ เข้าไปรับเราบ้างนะ
ตอบลบ