วันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ครูสอนภาษา และบทบาทที่ครูต้องประยุกต์

           ครูสอนภาษาจําเปนตองพัฒนาตนเองตลอดเวลาเพื่อใหมีความรูที่เปจจุบัน  และสามารถนําความรูมาประยุกตใชในการเรียนการสอนใหมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ความรูเกี่ยวกับศาสตรการเรียนการสอนภาษาเปลี่ยนไปแตละยุคสมัย แตละชวงเวลาองคความรูแตละยุคสมัยมีสวนชวยใหครูสอนภาษาเขาใจธรรมชาติการเรียนรูภาษา เนื้อหาที่จะนํามาสอน วิธีการเรียนการสอน และวิธีการวัด และประเมินผลในสมัยแรก ๆ การเรียนการสอนภาษาจะอิงอยูกับผลการวิเคราะหภาษาของนักภาษาศาสตรกลุมตางๆ เชน นัภาษาศาสตรกลุมวิเคราะหโครงสราง (structuralists) กลุมไวยากรณปริวรรต (transformationalists) และกลุมภาษาศาสตรสังคม (sociolinguists) อมานักภาษาศาสตรกลุมไวยากรณปริวรรตนําโดย Chomsky ไมเห็นดวยกับวิธีการของกลุมวิเคราะหโครงสราง เพราะมีความเห็นวาความหมายสําคัญกวารูปแบบ และองคประกอบของภาษาการเรียนภาษาโดยวิธีทองจํามีสวนชวยในการเรียนภาษานอยมาก ในทางจิตวิทยานักจิตวิทยาก็ไมเชื่อวาการทองจํามีความสําคัญในการเรียนรูและเชื่อวามนุษยมีความสามารถในดานความคิด แนวความคิดนี้มีผลตอการเรียนการสอน ภาษาจึงเปลี่ยนวิธีการจากการเน้นรูปแบบมาเน้นความหมาย และความเข้าใจเปนแบบ “Cognitive Approach” และใหความสําคัญกับการอาน และการเขียนในระยะหลังนักภาษาศาสตรกลุมไวยากรณปริวรรตโดนนักภาษาศาสตรสังคม เชน Hymes และ Halliday วิจารณเพราะวิธีการวิเคราะหภาษาของ Chomsky ไมสามารถอธิบายการใชภาษาในสถานการณาง ๆ ไดนอกจากนี้การวิเคราะหก็ไมคลุมถึงความสัมพันธระหวางภาษากับองคประกอบอื่นนอกเหนือจากภาษา นักภาษาศาสตรกลุมสังคมใหความสําคัญกับสถานะทางสังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดลอมของผูเรียน อิทธิพลที่มีตอการเรียนการสอนภาษาคือ ทําใหเกิดการสอนภาษาแบบเนนสถานการณหรือ “Situational Approach” อมานักภาษาศาสตรกลุมภาษาปฏิบัติ (pragmaticists) เชน Spolsky และ Oller มองภาษาวาผูเรียนภาษาควรใชภาษาเปนเครื่องมือเพื่อการสื่อความคิด และความรูสึก โดย Oller (1978) กลาววา “Pragmatics is about how people communicate information about facts and feelings to other people through the use of language.”

           ในประเทศไทยสภาพแวดลอมการสอนภาษาตางจากการสอนภาษาเปภาษาที่สอง ครูสอนภาษาจึงตองพยายามหาขอมูลทางภาษาใหผูเรียนไดสัมผัสและไดใชมากที่สุด ทั้งยังตองจูงใจผูเรียนอีกดวย ในระดับอุดมศึกษาวิธีการที่อาจจะชวยใหผูเรียนเห็นความสําคัญของภาษาและเรียนภาษาอยางมีวัตถุประสงคที่แนชัด คือการสอนภาษาเฉพาะสาขาวิชา (English for Specific / Special Purposes หรือ ESP) Mackay และ Mountford (1978)  เสนอวาภาษาอังกฤษเฉพาะสาขาวิชา  ไดแก

        1. ภาษาอังกฤษที่ใชในงานอาชีพ  เชน  ภาษาอังกฤษสําหรับพนักงานรับโทรศัพท ภาษาอังกฤษสําหรับนักบิน เปนต
        2. ภาษาอังกฤษสําหรับพนักงานปฏิบัติการ  เชน  ภาษาอังกฤษสําหรับเสมียนโรงแรม  ภาษาอังกฤษสําหรับชางเครื่อง  เปนต
        3. ภาษาอังกฤษในวงการวิชาการ เชน ภาษาอังกฤษสําหรับแพทยภาษาอังกฤษสําหรับวิศวกร  เปนตน 
Strevens (1977) แบงภาษาอังกฤษเฉพาะสาขาวิชาเปน  2  ประเภท คือ
        1. ภาษาอังกฤษเพื่องานอาชีพ
        2. ภาษาอังกฤษเพื่อการศึกษา 
ในการสํารวจวัตถุประสงคการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในประเทศไทย กาญจนา ปราบพาล ภัสสรสิงคาลวณิช และอรอนงค หิรัญบูรณะ (2528) เสนอวัตถุประสงคการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเปน  3  ประเภท คือ
         1. ภาษาอังกฤษที่ใชในชีวิตประจําวัน
          2. ภาษาอังกฤษที่ใชในการศึกษา
          3. ภาษาอังกฤษที่ใชในงานอาชีพ
             การใชภาษาเพื่อสื่อความหมายไดในแตละประเภท ผูใชภาษาจําเปนตองมีความรูเกี่ยวกับเนื้อหาภาษา ทักษะทั่วไปในการใชภาษา เนื้อหาของภาษาอังกฤษเฉพาะสาขาวิชา กลวิธีในการสื่อสารและทักษะการใชภาษาเฉพาะดาน ลักษณะของขมูลทางภาษาตองสอดคลองกับวัตถุประสงคในการสื่อสารเฉพาะดาน ดังที่ Widdowson กลาววา Learning Purpose และ Language Use องสัมพันธกัน และการใชภาษาไดผูใชภาษาตองมีความรู้เรื่องภาษา  สวนวิธีการที่จะชวยผูเรียนใหถึงจุดหมายไดมีรูปแบบหลากหลายในยุคโลกาภิวัตนและยุคขอมูลขาวสาร ผูเรียนมีโอกาสไดสัมผัสกับขอมูลทางภาษาแบบหลากหลายเปนลักษณะของภาษาที่ใชจริงในการสื่อสาร ครูสอนภาษาจึงมีโอกาสดีที่จะนําขอมูลเหลานี้มาใชใหเกิดประโยชนกับผูเรียน เชน จัดกิจกรรมเสริมบทเรียนโดยใชอมูลทาง Internet ใชคอมพิวเตอรวยในการให feedback ที่ไมจํากัดเวลาและสถานที่ ครูสอนภาษาในปจจุบันจึงตองปรับเปลี่ยนบทบาทจากเดิมที่ายทอดความรูเนื้อหาทางภาษาอยางเดียวเปนผูจัดกิจกรรมโดยนําขอมูลทางภาษาวยใหผูเรียนเกิดการเรียนรูเปลี่ยนจากการเนนที่ครูมาเนนที่ผูเรียนวาจะชวยใหผูเรียนสามารถใชภาษาใหเปนประโยชนในการแสวงหาความรูวยตนเองไดอยางไร ดังที่ไดเสนอในตอนตนวา ศาสตรของการสอนภาษามีการพัฒนาตลอดเวลา ครูสอนภาษาจะยึดถืออยูที่แนวคิดใดแนวคิดหนึ่งไมได ครูสอนภาษาจําเปนตองติดตามความรูในศาสตรที่เปนปจจุบันสามารถนําความรูมาประยุกตใหเกิดประโยชนกับผูเรียนและในขณะเดียวกันตองติดตามความกาวหนาของโลกและพัฒนาตนเองตลอดเวลา ครูสอนภาษาจึงจะสามารถทําหนาที่ไดอยางเหมาะสมในยุคโลกาภิวัตนวิธีการเรียนการสอนแบบเรียนรูวยตนเองที่จะชวยฝกผูเรียนในระดับอุดมศึกษาใหผสมผสานความรูภาษาอังกฤษและความรูานเนื้อหาคือ การเรียนการสอนโดยใช Internet ทั้งนี้เพราะวาขอมูลภาษาที่ผูเรียนสามารถสัมผัสไดมีทั้งขอมูลที่ใชในชีวิตประจําวันเพื่อคนควาหาความรูและใชในการประกอบอาชีพ สําหรับลักษณะของภาษาที่ใชในชีวิตประจําวันที่ครูสอนภาษาสามารถจัดกิจกรรมใหผูเรียนฝกฝนดวยตนเองได เชน การหาขอมูลจาก Web Sites าง ๆ เชน Yahoo, CNN, ESL Caf e เปนตน สําหรับภาษาอังกฤษเพื่อการศึกษา ครูอาจใหผูเรียนสืบคนขอมูลจาก ERIC และ electronic journal หรือแมแตการศึกษาแบบทางไกล (Distance Education) หรือรับทราบความกาวหนาในการเรียนการสอนแบบ neteach เปนตน สําหรับขอมูลทางภาษาในการประกอบอาชีพจะมีแยกไปตามสาขาวิชา เชน ภาษาอังกฤษสําหรับวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ภาษาอังกฤษสําหรับแพทย และภาษาอังกฤษสําหรับธุรกิจ เปนตน (รายละเอียดสําหรับ Web Sites าง ๆ ที่ครูสอนภาษาสนใจสามารถอานไดจาก The Internet Guide for English Language Teachers Web Sites โดย  Dave Sperling, 1997) อมูลทางภาษาเหลานี้คงเปนเพียง “input” าใชนิยามของ Krashen (1982) ครูสอนภาษามีหนาที่จะชวยแปลง “input” เหลานี้เปน “intake” คือ ผูเรียนสามารถ ซึมซับ เขาใจ และใชไดทั้งนี้ขึ้นอยูกับวิธีการและกระบวนการในการจัดกิจกรรมซึ่งเปนหนาที่ของครูสอนภาษาโดยเฉพาะ Goodwyn, Clarke และ Adams (1997) เสนอวา ครูสอนภาษาในอนาคตจะใชคอมพิวเตอรในหลักสูตรการเรียนการสอนภาษา เพราะจะชวยพัฒนาทักษะการอานและการเขียน และความสามารถในการสื่อสารกับประชาคมโลกจะเห็นไดาถาครูสอนภาษาไมติดตามความรูตลอดเวลา เราอาจจะมองวิธีการเรียนการสอนภาษาตามยุคสมัยที่เราไดเรียนมา ซึ่งเปนความรูบางสวนขององคความรู ทั้งหมด และเปนองคความรูที่อาจไมเปนจริงในปจจุบัน ครูสอนภาษาจึงองพัฒนาตนเองตลอดเวลาโดยเฉพาะในยุคโลกาภิวัตนที่ครูตองเตรียมเยาวชนของเราใหทัดเทียมและสามารถแขงขันกับเยาวชนของชาติอื่นได

2 ความคิดเห็น: